ใบแจ้งหนี้คืออะไร
ใบแจ้งหนี้คือเอกสารเรียกเก็บเงินที่คุณส่งให้ลูกค้าหลังทำงานเสร็จ หรือเมื่อถึงกำหนดชำระมัดจำ ในใบจะบอกว่าคุณทำอะไร ราคาเท่าไร และต้องชำระเมื่อไร นอกจากนี้ยังใช้เป็นหลักฐานของทั้งสองฝ่ายด้วย
ใบแจ้งหนี้ที่ชัดเจนจะได้รับเงินเร็วกว่า ใบที่คลุมเครือมักมีคำถามตามมา และคำถามก็ทำให้ล่าช้า
สิ่งที่ต้องมี: เช็กลิสต์
ใส่รายการเหล่านี้ในใบแจ้งหนี้ทุกใบ
- คำว่า "ใบแจ้งหนี้" ที่ด้านบน
- เลขที่ใบแจ้งหนี้ที่ไม่ซ้ำกับใคร
- ชื่อหรือชื่อธุรกิจของคุณ ที่อยู่ และข้อมูลติดต่อ
- ชื่อและที่อยู่ของลูกค้า
- วันที่ออกใบแจ้งหนี้และวันครบกำหนด
- รายการงานที่ชัดเจน พร้อมจำนวน อัตราค่าบริการ และยอดแต่ละบรรทัด
- ยอดรวมย่อย ภาษีหรือส่วนลด (ถ้ามี) และยอดรวมสุดท้าย
- รายละเอียดการชำระเงิน เช่น บัญชีธนาคารหรือช่องทางอื่น
- เงื่อนไขการชำระเงิน เช่น Net 30
- เลขประจำตัวผู้เสียภาษีที่ประเทศของคุณกำหนด
กฎภาษีแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน หากไม่แน่ใจว่าต้องแสดงอะไรบ้าง ให้ถามนักบัญชีในพื้นที่หรือสำนักงานสรรพากร
ขั้นตอนการเขียนใบแจ้งหนี้
- เปิดเทมเพลต เทมเพลตใบแจ้งหนี้สำหรับฟรีแลนซ์ มีช่องที่จำเป็นครบอยู่แล้ว
- ใส่ข้อมูลของคุณ และโลโก้ถ้ามี
- ใส่ชื่อ บริษัท และที่อยู่ของลูกค้า
- กำหนดเลขที่ใบแจ้งหนี้และวันที่
- ใส่งานแต่ละอย่างในบรรทัดของตัวเอง บอกว่าคุณทำอะไร ไม่ใช่แค่ "ค่าบริการ"
- ใส่จำนวนและอัตราค่าบริการของแต่ละบรรทัด
- ใส่ภาษีหรือส่วนลดถ้ามี
- ตรวจยอดรวมด้วยเครื่องคิดเลข
- ใส่รายละเอียดการชำระเงินและเงื่อนไข
- ส่งออกเป็น PDF อ่านทวนอีกครั้ง แล้วจึงส่ง
คุณทำทั้งหมดนี้ได้ในเครื่องมือสร้างใบแจ้งหนี้ฟรี ของเรา มีตัวอย่างแบบเรียลไทม์ขณะพิมพ์ และไม่ต้องสมัครสมาชิก
วิธีกำหนดเลขที่ใบแจ้งหนี้
ใบแจ้งหนี้ทุกใบต้องมีเลขที่ที่ไม่ซ้ำกับใคร เลือกรูปแบบเดียวแล้วใช้ต่อเนื่อง
- นับเลขง่ายๆ: 001, 002, 003
- ปีตามด้วยลำดับ: 2026-001, 2026-002
- รหัสลูกค้าตามด้วยลำดับ: ACME-001
อย่าใช้เลขซ้ำ และอย่าข้ามเลขโดยไม่มีเหตุผล เพราะช่องว่างอาจดูแปลกในสายตาผู้ตรวจสอบบัญชี หากต้องการตัวอย่างอย่างรวดเร็ว ลองใช้เครื่องมือสร้างเลขที่ใบแจ้งหนี้
เงื่อนไขการชำระเงิน
เงื่อนไขการชำระเงินบอกลูกค้าว่าต้องจ่ายเมื่อไร
- ชำระเมื่อได้รับ: จ่ายทันที
- Net 15: จ่ายภายใน 15 วันนับจากวันที่ออกใบแจ้งหนี้
- Net 30: จ่ายภายใน 30 วัน
- มัดจำ: ขอรับส่วนหนึ่งล่วงหน้า มักเป็น 25 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ สำหรับโปรเจกต์ใหญ่ ส่วนที่เหลือชำระเมื่อส่งมอบงานหรือตามงวดที่ตกลงกัน
ค่าปรับล่าช้าช่วยได้ แต่กฎแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน บางภูมิภาคจำกัดอัตราหรือกำหนดให้ต้องระบุไว้ในสัญญา ตรวจสอบกฎหมายในพื้นที่ของคุณก่อนใส่ และระบุค่าปรับไว้ทั้งในใบแจ้งหนี้และในข้อตกลง เครื่องคำนวณค่าปรับล่าช้า ช่วยคำนวณจำนวนเงินได้
วิธีตั้งราคางานของคุณ
มีสามวิธีที่นิยมใช้
รายชั่วโมง คุณคิดเงินตามเวลาที่ใช้ อธิบายง่ายและยุติธรรมเมื่อขอบเขตงานยังไม่ชัด ข้อเสียคือยิ่งทำเร็ว ก็ยิ่งได้เงินน้อยลง
ราคาต่อโปรเจกต์ ตกลงค่าบริการเดียวสำหรับงานทั้งชิ้น ลูกค้าชอบที่รู้ต้นทุนล่วงหน้า กำหนดขอบเขตงานให้ชัด และบอกด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากลูกค้าขอทำงานเพิ่ม
รายเดือนแบบคงที่ (Retainer) ลูกค้าจ่ายเงินจำนวนคงที่ทุกเดือนสำหรับปริมาณงานที่ตกลงกัน ทำให้คุณมีรายได้สม่ำเสมอ เขียนไว้ให้ชัดว่ารวมอะไรบ้าง
ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน ให้แจ้งลูกค้าก่อนเริ่มงาน และใช้วิธีเดิมในใบแจ้งหนี้ เลือกวิธีที่เหมาะกับงาน ฟรีแลนซ์หลายคนใช้รายชั่วโมงกับงานที่ยังไม่ชัดเจน และใช้ราคาต่อโปรเจกต์กับงานที่ชัดเจน
เคล็ดลับเขียนรายการให้ชัดเจนขึ้น
รายการที่ดีจะตอบคำถามของลูกค้าก่อนที่เขาจะถาม ระบุงานที่ส่งมอบ วันที่หรือจำนวนชั่วโมง และอัตราค่าบริการ ตัวอย่างเช่น เขียนว่า "ออกแบบโลโก้แบรนด์ 3 แบบ แก้ไข 2 รอบ" แทนที่จะเขียนว่า "โลโก้" หากลูกค้ามีเลขที่ใบสั่งซื้อ ให้ใส่ไว้ใกล้ด้านบน ฝ่ายบัญชีมักต้องใช้เลขนี้เพื่ออนุมัติการจ่ายเงิน
ใช้ใบแจ้งหนี้หนึ่งใบต่อหนึ่งงานหรือหนึ่งรอบการเรียกเก็บเงิน หากคุณเรียกเก็บโปรเจกต์ยาวเป็นงวด ให้ระบุกำกับในแต่ละใบ เช่น "งวดที่ 1 จาก 3" จะช่วยไม่ให้สับสนว่าจ่ายไปแล้วเท่าไร
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่มีเลขที่ใบแจ้งหนี้ หรือเลขซ้ำกัน
- ไม่มีวันครบกำหนด ลูกค้าจึงไม่รู้ว่าต้องจ่ายเมื่อไร
- รายการคลุมเครือ เช่น "งานออกแบบ"
- ชื่อหรือที่อยู่ลูกค้าไม่ถูกต้อง
- ลืมใส่รายละเอียดการชำระเงิน
- คำนวณยอดรวมผิด
- ส่งใบแจ้งหนี้หลังงานเสร็จไปหลายสัปดาห์
- สับสนระหว่างใบแจ้งหนี้มัดจำกับใบแจ้งหนี้งวดสุดท้าย
ตัวอย่างรายละเอียดใบแจ้งหนี้
นี่คือตัวอย่างงานออกแบบเว็บไซต์ขนาดเล็ก
| รายการ | จำนวน | อัตรา | จำนวนเงิน |
|---|---|---|---|
| ออกแบบหน้าแรก | 1 | 600.00 | 600.00 |
| ปรับเลย์เอาต์สำหรับมือถือ | 5 ชั่วโมง | 60.00 | 300.00 |
| เตรียมไฟล์โลโก้ | 1 | 100.00 | 100.00 |
| ยอดรวมย่อย | 1,000.00 | ||
| มัดจำที่ชำระแล้ว | -300.00 | ||
| ยอดค้างชำระ | 700.00 |
เลขที่ใบแจ้งหนี้: 2026-014 วันที่ออก: 1 พฤศจิกายน วันครบกำหนด: 16 พฤศจิกายน (Net 15) ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่าง
ควรออกใบแจ้งหนี้เมื่อไร
เลือกจังหวะที่เหมาะสมและแจ้งลูกค้าตั้งแต่แรก งานเล็กมักเรียกเก็บเมื่องานเสร็จ งานที่ยาวกว่ามักเรียกเก็บตามงวดงานหรือสิ้นเดือน สำหรับลูกค้าใหม่ การขอมัดจำก่อนเริ่มงานช่วยปกป้องคุณ และแสดงว่าทั้งสองฝ่ายจริงจัง
เขียนแผนนี้ไว้ในข้อเสนอหรือสัญญา แล้วใบแจ้งหนี้ก็จะไม่มีเรื่องเซอร์ไพรส์
การส่งและการติดตาม
ส่งใบแจ้งหนี้เป็น PDF ในวันเดียวกับที่งานเสร็จ ใส่เลขที่ใบแจ้งหนี้และวันครบกำหนดไว้ในอีเมล เขียนข้อความให้สั้นและเป็นมิตร
หากชำระล่าช้า
- ส่งข้อความเตือนอย่างสุภาพในวันถัดจากวันครบกำหนด
- ส่งข้อความที่สองหนึ่งสัปดาห์ต่อมา และแนบใบแจ้งหนี้อีกครั้ง
- โทรหรือส่งข้อความโดยตรง หากยังไม่มีการตอบกลับ
- คิดค่าปรับล่าช้าเฉพาะเมื่อข้อตกลงของคุณอนุญาต
เก็บสำเนาใบแจ้งหนี้ทุกใบที่ส่ง และจดไว้ว่าแต่ละใบชำระเมื่อไร
คำถามที่พบบ่อย
ใบแจ้งหนี้ต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร
ใบแจ้งหนี้ใช้เรียกเก็บเงิน ส่วนใบเสร็จรับเงินยืนยันว่าได้รับเงินแล้ว
ต้องจดทะเบียนธุรกิจก่อนจึงจะส่งใบแจ้งหนี้ได้ไหม
ขึ้นอยู่กับที่ที่คุณอาศัยอยู่ ฟรีแลนซ์หลายคนออกใบแจ้งหนี้ในนามตัวเอง ถามนักบัญชีในพื้นที่หรือสำนักงานสรรพากรว่ากรณีของคุณต้องทำอย่างไร
ควรคิดภาษีในใบแจ้งหนี้ไหม
ขึ้นอยู่กับประเทศและระดับรายได้ของคุณ ฟรีแลนซ์บางคนต้องคิดภาษีขายหรือ VAT และบางคนไม่ต้อง ตรวจสอบกฎในพื้นที่ก่อนตัดสินใจ
ควรให้เวลาลูกค้าชำระเงินนานแค่ไหน
Net 15 หรือ Net 30 เป็นที่นิยม เงื่อนไขที่สั้นกว่าช่วยให้กระแสเงินสดของคุณดีขึ้น เลือกระยะเวลาที่ลูกค้าและงบของคุณรับได้ แล้วเขียนไว้ในใบแจ้งหนี้